แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทเรียนสู่อิสรภาพทางการเงิน โดยคุณDavinci ผู้ก่อตั้งชมรม RichDadthai แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทเรียนสู่อิสรภาพทางการเงิน โดยคุณDavinci ผู้ก่อตั้งชมรม RichDadthai แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

บทที่5-จดแล้วรวย! (จริงหรือ?)

จดแล้วรวย เป็นคำพูดที่ง่ายๆแต่ทํายาก ผมขอสรุปสั้นๆเลยละกันว่า การจดบันทึกรายการค่าใช้จ่ายต่างๆในแต่ละวันของเรานั้นจะทําให้เราได้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของเราโดยเฉพาะกับสิ่งของที่ไม่จำเป็น หรือใช้จ่ายไปกับสิ่งที่ไร้สาระมากมาย ผมพูดคุณคงไม่เห็นภาพเอาเป็นว่า คุณลองตั้งใจเลยว่าวันนี้คุณจะจดสิ่งที่คุณจ่ายออกไปทั้งหมด ไม่ว่าจะค่าอาหาร ค่าขนม ค่าเลี้ยงกิ๊ก พากิ๊กไปดูหนัง ประมาณนั้น เอาเป็นว่าอะไรที่คุณจ่าย คุณจดมาให้หมด แล้วคุณจะเห็นว่าวันๆหนึ่งคุณได้จ่ายอะไรไปบ้าง เคยไหมที่บางครั้งคุณรู้สึกว่าคุณก็ไม่ได้ใช้เงินอะไรมากมาย แต่ทําไมเงินในกระเป๋าของคุณมันหายไปไหนฟะ อ๋อแปลกดีเหมือนกัน หรือว่ากิ๊กมันแอบขโมยเงินเราไปวะ55555+++++++ อ๋อน่าคิด แต่จริงๆไม่ใช่หรอก ขโมยที่ว่ามันก็คือตัวคุณเองงัย คุณขโมยเงินของคุณที่คุณควรจะเก็บไว้เอาไปใช้จ่ายกับสิ่งที่ฟุ่มเฟือย โทษใครไม่ได้ต้องโทษตัวคุณเองที่ไม่รู้จักใช้จ่าย (ในบางครั้งผมก็เป็นเหมือนกัน แต่ผมเป็นประเภทที่ไหวตัวทัน พอรู้ตัวก็จะกลับมาทันที ภาษาหุ้นเค้าเรียกว่ารู้จัก "Stop loss" ) สิ่งที่ผมพูดผมไม่ได้เอามาจากใครนะ ผมเอามาจากตัวผมเองนี่แหละ สิ่งที่ผมเขียนผมไม่ได้เตือนหรือบอกเฉพาะคนอื่น แต่ผมบอกกับตัวเองเนี่ยแหละ คอยเตือนตัวเองให้อยู่ในเส้นทางนี้ การที่จะบังคับตัวเองหรือเตือนตัวเองให้ทําบัญชีรายรับ-รายจ่าย ผมว่ามันโครตยาก ขนาดผมทํามาตลอดทำทุกวัน ยังมีบางวันที่ผมไม่ได้ทำ คือถ้าคนที่ทำทุกวัน ถ้าวันไหนไม่ได้ทำมันจะรู้สึกว่ามันขาดอะไรไปบางอย่าง ความรู้สึกมันจะประมาณนั้น สุดท้ายผมอยากจะบอกว่า ถึงคุณไม่อยากจด ไม่อยากทําบัญชี แต่ขอให้คุณทําไปเถอะ แล้วคุณจะเห็นความสำคัญในสิ่งที่คุณไม่เคยให้ความสำคัญเลย การที่คุณจดบันทึกค่าใช้จ่ายต่างๆของคุณในแต่ละวัน แล้วพอสิ้นวันคุณก็เอามาลงบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่ายไว้ มันอาจจะเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้คุณเก็บเงินได้มากขึ้น ถ้ามันทำให้คุณมีเงินเก็บมากขึ้นผมว่าคุณทําไปเถอะ แต่ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่อยากทํา ขี้เกียจทํา ผมขอคุณแค่วันเดียวที่ให้คุณตั้งใจที่จะจดค่าใช้จ่ายต่างๆตลอดทั้งวันของคุณแม้แต่สตางเดียวก็ต้องจด บางทีมันอาจจะช่วยให้คุณตาสว่างขึ้นมาก็ได้ หลังจากที่มืดมนมานาน555555555++++++++ คำคมสำหรับบทความนี้ (อยากรวยต้องจด อยากจนไม่ต้องจด แค่นี้เองสั้นๆง่ายๆแต่แฝงด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง ประมาณนั้น  ไม่รู้จะลึกซึ้งรื้อปล่าว5555+++ แล้วพบกันใหม่คร๊าบๆๆๆๆๆๆๆๆ)

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

บทที่4-เริ่มต้นสร้างความมั่งคั่งด้วยการออม

ครั้งก่อน ผมได้ยกตัวอย่างให้ทุกท่านเห็นถึงโอกาสในการสร้างความมั่งคั่ง ด้วยการลดค่าใช้จ่ายบางรายการ ที่เรามักจ่ายออกไปด้วยความเคยชินกันไปแล้ว และผลที่ได้เห็นกันก็คือ ค่าใช้จ่ายแห่งความเคยชินในวันนี้ มีค่าเท่ากับเงินออมหลักล้านบาทในอีก 20-30 ปีข้างหน้า

หลังจากรู้แล้วว่า คุณเองก็มีโอกาสมั่งคั่งกับเขาเหมือนกัน คราวนี้ก็ได้เวลาเริ่มต้นสร้างความมั่งคั่งกันแล้ว และวิธีการง่ายๆ ที่จะทำให้คุณมั่งคั่งร่ำรวยได้จริงก็คือ "การออม" นั่นเอง

พูดถึงการออม ผมเชื่อว่าใครๆ ก็รู้ว่าเป็นเรื่องที่ดี และจำเป็นสำหรับชีวิต แต่เชื่อมั๊ยครับ เรื่องที่ดี ดูเหมือนง่าย ฟังกี่ครั้งก็เข้าใจ บางที่ก็ทำไม่ได้ในชีวิตจริงเหมือนกัน ถ้าไม่เข้าใจหลักการที่ถูกต้อง

สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากมั่งคั่ง แต่ยังไม่รู้วิธีการเริ่มต้น หรือคิดจะเริ่มต้น แต่ยังไม่ได้ลงมือทำกับเขาเสียที วันนี้ผมมีเคล็ดลับมาฝากทุกท่านครับ

หลักการออมเพื่อความมั่งคั่ง

1) ออมขั้นต่ำ 10% ของรายรับ ก่อนหักภาษี

การออมที่เหมาะสมนั้น ต้องไม่มากเกินไป จนเป็นภาระ และก็ต้องไม่น้อยเกินไป จนยากที่จะบรรลุเป้าหมายทางการเงิน สำหรับผมอาศัยแนวคิดจากหนังสือเล่มโปรดของตัวเอง นั่นคือ The Richest Man in Babylon ที่ว่า "หากต้องการมั่งคั่ง คนเราต้องออมให้ได้ 1 ใน 10 ส่วนของทรัพย์สินที่หามาได้"

ซึ่งสัดส่วนการออมดังกล่าว ก็ไปตรงกันพอดีกับงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่บอกว่า คนที่มีชีวิตพอมีพอกิน ไม่ลำบากในวัยหลังเกษียณ มักมีอุปนิสัยรักการออม และสัดส่วนเงินออมของพวกเขา ก็คือ 10% ของรายได้ จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มปริมาณการออมให้มากขึ้น ตามอายุทีเพิ่มขึ้น

แล้วทำไม? ต้องเป็นรายได้ก่อนหักภาษี

ก็เพราะการออมที่ดี ต้องอยู่ภายใต้หลักคิด "จ่ายให้ตัวเองก่อน" นั่นคือ เราควรหักเงินออมจากรายได้เต็มจำนวน (แม้ในความเป็นจริงจะโดนรัฐหักผ่านภาษีก่อนถึงมือแล้วก็ตาม) เพื่อสร้างความรู้สึกของการทำงานเพื่อตัวเอง ไม่ใช่ทำงานเพื่อรัฐ ธนาคาร หรือบริษัทห้างร้านต่างๆ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เงินทุกบาทที่ได้มา ต้องถูกหักไว้ให้ตัวเราเองเป็นคนแรก ก่อนที่จะนำส่วนที่เหลือไปจับจ่าย (จ่ายให้คนอื่น)

จากผลการสำรวจ (อีกแล้ว) พบว่า คนจน หรือคนที่มีเงินขาดมือ มักจ่ายให้ทุกคน แต่ไม่จ่ายให้ตัวเอง และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้พวกเขายังคงจนต่อไป

หมายเหตุ สำหรับผู้ที่ยังติดปัญหาหนี้สิน ก็ยังต้องเริ่มออม โดยอาจเริ่มต้นที่ 3-5% ก่อนก็ได้ ส่วนเหตุผลที่ว่า ทำไม? เป็นหนี้แล้วยังต้องออมนั้น คงไม่ต้องตอบแล้วนะครับ

2) ทำการออมของคุณให้เป็นอัตโนมัติ

หลักการง่ายๆ ของวิธีดังกล่าวก็คือ "เงินที่เรามองไม่เห็น คือ เงินที่เราไม่โอกาสได้ใช้" ดังนั้น จงติดต่อกับธนาคารเจ้าของบัญชีเงินเดือนของคุณ ให้ช่วยหักเงินออม 10% ของรายได้ก่อนหักภาษี ไปยังบัญชีเงินฝากที่เปิดใหม่เพื่อการออมทรัพย์โดยเฉพาะ ทำอย่างนี้เป็นประจำทุกเดือน ที่สำคัญ ห้ามเบิกเงินในบัญชีดังกล่าวมาใช้โดยเด็ดขาด (ไม่ทำ atm สำหรับบัญชีดังกล่าว ก็ถือเป็นการดีครับ)

เมื่อหักเงินออมไปแล้ว เงินที่เหลือในบัญชีเงินเดือนทั้งหมด ก็สามารถใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องกังวล เพราะไม่ว่าอย่างไร คุณก็มีเงินออมในแต่ละเดือน เป็นจำนวนที่แน่นอนแล้ว

สำหรับท่านที่ยังไม่รู้เรื่องการลงทุน ผมแนะนำให้หักเงินออมไปเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากก่อนนะครับ เอาไว้รู้เรื่องการลงทุนอีกนิดค่อยเขยิบหาที่เพิ่มดอกผลจากการออม (จะบอกเล่าในครั้งต่อๆไป)

3) ลงมือทำเดี๋ยวนี้

การเฝ้าดู หรือรอดูคนอื่นทำ ไม่มีทางทำให้เราร่ำรวยขึ้นมาได้ครับ ดังนั้น มันต้องเริ่มต้นทันที ตั้งแต่วันนี้เลย ยิ่งในปัจจุบัน บริการตัดบัญชีนั้น ทำได้ง่าย และสะดวกยิ่งขึ้น ยิ่งใครสมัคร Internet Banking ก็ยิ่งง่าย ท่านสามารถตั้งการตัดเงินจากบัญชีหนึ่งไปยังบัญชีหนึ่ง โดยกำหนดวัน-เวลาล่วงหน้าได้เลย เพียงเสียเวลาเริ่มต้นสักนิดหน่อย ที่เหลือก็ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปโดยอัตโนมัติ

ประโยชน์อีกประการหนึ่งการเริ่มต้นทันทีก็คือ ผลจากดอกเบี้ยทบต้น ซึ่งส่งผลต่อมูลค่าเงินออมของเราที่จะพอกพูนขึ้นไปตามเวลา ดังคำกล่าวที่หลายคนคงเคยได้ยินว่า "ออมก่อน รวยกว่า" ยังไงละครับ

แม้ว่าเรื่องที่ผมเล่าให้ฟังในวันนี้ อาจดูไม่เหมือน "เคล็ดลับ" สักเท่าไหร่ เพราะจะว่าไปคนส่วนใหญ่ก็รู้วิธีการที่ผมเล่าให้ฟังในวันนี้ แต่อย่างว่าแหละครับ

"ความลับไม่ใช่เรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ แต่เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำมันต่างหาก"

พบกันครั้งหน้าครับ

ที่มา:http://www.richdadthai.com/rdtboard/viewtopic.php?f=5&t=4345
โดย:คุณDavinci ผู้ก่อตั้งชมรม RichDadthai


บทความต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของบุคคลที่รู้จักออม
โดย:คุณ
Tanchaijo  สมาชิกเว็บ RichDadthai
เมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งผมทำงานเป็นผู้จัดการส่วนการผลิตในโรงงานผลิตวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่ง ตอนนั้นผมโชคดีที่ผมถูกปลูปฝังนิสัยรักการออมมาจากคุณพ่อ ตั้งแต่เรียนจบจนทำงานได้ 5-6 ปี ผมมีเงินเก็บประมาณเกือบ 40% ของรายได้ตั้งแต่เริ่มทำงานรวมกัน

วันที่ผมเริ่มเห็นสัญญาณของวิกฤติเศรษฐกิจที่จะมาส่งผลกระทบกับบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่ ผมก็บอกลูกน้องว่าให้ระมัดระวังการใช้จ่ายบ้าง เพราะมันเริ่มเห็นความเสี่ยงบ้างแล้ว แต่สิ่งที่ผมเห็นก็คือ บรรดาลูกน้องที่เคารพของผมก็ยังใช้ชีวิตตามปกติ กินเหล้าทุกเย็น ว่างๆก็เดินมาเล่าให้ผมฟังว่าเพิ่งไปถอยสเตอริโอชุดใหม่มา วันดีขึ้นดีก็ถอยปิคอัพใหม่มาโชว์และแซวผมว่า "นายช่างยังใช้รถคันเก่าอยู่อีกเหรอ" ผมก็ได้แต่ส่ายหัว :cry: แต่ก็ยังสบายใจกับการขับรถเก่าที่มันยังใช้ง่ายได้อยู่.... อ้าว...จะซื้อรถใหม่ทำไม ในเมื่อสิ่งที่ผมต้องการจากรถยนต์ก็คือ ฟังก์ชั่นในการเป็นพาหนะนำพาผมจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยที่ผมสามารถบรรทุกของ หรือคนไปด้วยโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแดดเรื่องฝนเท่านั้นเอง การที่มันจะเป็นรถคันใหม่ป้ายแดง มันก็ไม่ได้ทำให้อรรถประโยชน์ที่ผมได้รับเพิ่มขึ้นแต่อย่างใดที่หว่า :roll:

ประมาณหนึ่งปีต่อมา บริษัทเริ่มประกาศลดเงินเดือนลง 25% จนมาเป็น 50% และเริ่มค้างจ่ายเงินเดือน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ บรรดาลูกน้องผมเริ่มร้อนรนไม่รู้จะหาเงินที่ไหนไปจ่ายหนี้ผ่อนรถ ผ่อนสเตอริโอ... และเมื่อถึงวันที่บริษัทประกาศลดขนาดองค์กรลง (แปลง่ายๆว่าปลดออกนั่นแหละ)

ผมก็เป็นคนนึงที่ได้รับซองขาวด้วย แต่สำหรับผมชีวิตก็เปลี่ยนแปลงไปเล็กบ้าง คือบังเอิญก่อนหน้านั้นไม่นานผมเพิ่งไปลงเรียน MBA ฉนั้นจากเดิมที่ทุกเย็นต้องขับรถประมาณ 140 กม. เพื่อเข้ามาเรียน ผมก็แค่เปลี่ยนมาเป็นขับรถจากบ้านแถวบางกะปิไปสามย่ายเท่านั้น ค่าเรียน MBA ประมาณเกือบสองแสน (ราคาในสมัยนั้น) ผมเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เงินเก็บที่ผมมีอยู่ในตอนนั้น (หักค่าเรียน MBA) เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายของผมไปได้ประมาณ 1-2 ปีเป็นอย่างน้อย

ในขณะที่ลูกน้องที่เคารพของผมต้องปวดหัววิ่งหลบหน้าเจ้าหนี้ วิ่งไปร้องเรียกเงินค่าชดชเยจากบริษัท วันนั้นผมมีเวลามานั่งคิดกับตัวเองว่า ยังอยากเป็นลูกจ้างอยู่หรือไม่ หรือหลังจากนี้จะเอายังไงกับอนาคตของตัวเองดี... ซึ่งสุดท้ายก็ได้คำตอบว่า ผมเลือกที่จะไม่เป็นลูกจ้างต่อไป เมื่อเรียนจบ MBA ผมยังมีเงินเก็บเหลือพอที่จะลงทุนเปิดธุรกิจเล็กๆกับเพื่อนที่เรียนจบมาด้วยกัน

ที่ผมมาเล่ามานี้ไม่ได้บอกว่าผมเก่งแต่อย่างใด แต่ผมอยากจะบอกว่า มุมมองที่แตกต่างจากคนทั่วไปเพียงเล็กน้อยมันอาจจะสร้างความแตกต่างมี่มหาศาลเมื่อเวลาผ่านไป

ในชีวิตของผม ผมก็เจอวิกฤตเศรษฐกิจมาเป็นครั้งที่สองแล้ว ในทุกครั้งผมก็บอกเล่าและแนะนำวิธีคิด วิธีใช้ชีวิตของผมให้กับคนที่อยู่รอบข้าง เพราะผมเชื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์ และทุกครั้ง feed back ส่วนใหญ่ที่ผมได้รับก็คือ เค้าฟังนะแต่ก็ยังเลือกใช้ชีวิตเช่นเดิมเพราะพวกเค้าไม่เชื่อว่าปัญหานั้นจะมากระทบกับตัวพวกเค้าเอง หรือเห็นด้วยว่าดีแต่ยังไม่ใช่พวกเค้าล้วนต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตไปจากเดิม ต้องเปลี่ยนแปลงโดยที่พวกเค้าไม่มีสิทธิเลือก ไม่มีสิทธิควบคุมทิศทางการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย

ผมเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่งวิกฤติรอบนี้ก็ต้องผ่านพ้นไป โดยที่มีคนส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบ มากบ้าง น้อยบ้าง และไม่นานจากนี้มันก็จะมีวิกฤติรอบใหม่กลับมาอีก ผมไม่รู้ว่าใครจะผ่านมันไปได้หรือไม่ หรือใครต้องกลายเป็นเหยื่อของมัน ผมรู้แค่ว่าผมอาจจะได้รับผลกระทบบ้างแต่ผมไม่เป็นเหยื่ออย่างแน่นอน.... แนวทางการสร้างความมั่งคั่งด้วยการออมนี้ อย่างน้อยที่สุดถ้าคุณไม่ได้กลายเป็นเศรษฐีเงินล้าน คุณก็จะไม่มีทางกลายเป็นเหยื่อของวิกฤติเศรษฐกิจอย่างแน่นอน :)

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

บทที่3-คุณมีโอกาสเป็นเศรษฐีกับเขาบ้างหรือเปล่า?

"ความมั่งคั่ง" เป็นสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ (หรือเกือบทั้งหมด) อยากมี แต่แทบไม่น่าเชื่อว่า คนส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจหลักการสำคัญอันเป็นแก่นที่จะทำให้ตัวเองมั่งคั่งได้อย่างแท้จริง นั่นคือ

"ความมั่งคั่ง" เป็นเรื่องของการ "สะสม" หรือ "สั่งสม" (ความมั่งคั่ง = การสะสม)

โดยคนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่า "ความมั่งคั่ง" คือ การหาเงินได้มาก และทำให้ใช้จ่ายได้อย่างไม่จำกัดจำเขี่ย ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่นั่นเป็นเพียงปลายทาง ไม่ใช่จุดเริ่มต้น

ตัวอย่างเช่น ครอบครัว a มีรายได้ 50,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่ครอบครัว b มีรายได้ 20,000 บาทต่อเดือน แต่ครอบครัว a มีค่าใช้จ่าย 45,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่ครอบครัว b นั่นมีรายจ่ายเพียงแค่ 12,000 บาทต่อเดือน

อย่างนี้ในท้ายที่สุด ครอบครัว a จะคงเหลือความมั่งคั่งอยู่เท่ากับ 5,000 บาท ในขณะที่ครอบครัว b นั้น คงเหลืออยู่ที่ 8,000 บาท อย่างนี้ครอบครัว b ก็มีแนวโน้มที่จะมั่งคั่งมากกว่า เพราะสะสมเงินได้มากกว่า

จะเห็นได้ว่า ตัวแปรสำคัญสู่ความมั่งคั่ง ก็คือ เงินคงเหลือ หรือเงินออม ซึ่งผูกโยงโดยตรงกับรายได้ และค่าใช้จ่าย ดังสมการ

ความมั่งคั่ง (เงินคงเหลือ) = รายได้ - ค่าใช้จ่าย นั่นเอง

ดังนั้น หากเราต้องการเพิ่มความมั่งคั่ง ก็สามารถทำได้ 2 ทาง นั่นคือ เพิ่มรายได้ และลดรายจ่าย ซึ่งในมุมมองของผม การสร้างรายได้นั้นเป็นการดึงดูดเงินคนอื่นมาเป็นของเรา (โดยสุจริต) ซึ่งทำได้ยากกว่า การจัดการค่าใช้จ่าย (ย้ำ! ว่าไม่ใช่การลดค่าใช้จ่าย) ซึ่งเป็นการบริหารจัดการกับตัวเราเองโดยตรง

โดยสรุป หากท่านต้องการที่จะมั่งคั่ง ท่านต้องบริหารจัดการรายจ่ายของตัวเองให้มีความเหมาะสม เพื่อที่จะขยับเพิ่ม "เงินออม" หรือความมั่งคั่งของตัว ให้มีการสะสมอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

คำถาม คือ รายจ่ายอะไรบ้างที่ต้องพิจารณา

คำตอบ: ขึ้นกับแต่ละบุคคลจะพิจารณาว่า รายจ่ายใดจำเป็น รายจ่ายใด ไม่จำเป็น และสามารถปรับลดได้ แต่สำหรับผม ผมมองเห็นโอกาสสะสมความมั่งคั่งเพิ่มเติมจาก การลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น อาทิ ค่าบุหรี่ ค่ากาแฟ ค่าหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารบางฉบับ หรือ อะไรก็ตามที่ท่านมักจับจ่ายโดยความเคยชิน และทำให้ตัวเองรู้สึเอาเองว่า ขาดไม่ได้ นั่นแหละ คือ รายจ่ายที่เข้าข่ายต้องพิจารณา

สมมติ รายจ่ายดังกล่าวเป็นกาแฟสดสักถ้วย ที่ท่านต้องซื้อดื่มเป็นประจำในวันทำงาน สมมติว่ากาแฟถ้วยนั้นมีราคา 25 บาท ถ้าท่านดื่มทุกวันจันทร์-ศุกร์ ค่าใช้จ่ายกาแฟสดในแต่ละสัปดาห์ของท่านก็จะเท่ากับ 125 บาท (25 บาท/วัน x 5 วัน) หรือคิดเป็นปี เท่ากับ 6,250 บาท (คิด 1 ปี เราทำงาน 50 สัปดาห์) หากดื่มกินต่อเนื่อง 30 ปี จะเป็นเงินทั้งสิ้น 187,500 บาท

จะว่าไปก็ดูไม่เยอะมากเท่าไหร่ ทีนี้เราลองทำในสิ่งตรงกันข้ามบ้างดีกว่า คือ เอาเงิน 125 บาทต่อสัปดาห์ (สมมติว่าเลิกดื่มกาแฟสด ทานกาแฟออฟฟิตเอา ... ฮา) ไปลงทุนในทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทน 10% ต่อปี จะเกิดอะไรขึ้น

1 ปี เงินค่ากาแฟของคุณ จะงอกเงยเป็น 7,150 บาท

5 ปี เงินค่ากาแฟของคุณ จะงอกเงยเป็น 43,651 บาท

10 ปี เงินค่ากาแฟของคุณ จะงอกเงยเป็น 113,953 บาท

15 ปี เงินค่ากาแฟของคุณ จะงอกเงยเป็น 227,173 บาท

30 ปี เงินค่ากาแฟของคุณ จะงอกเงยเป็น 1,176,132 บาท

จะเห็นว่าจากค่าใช้จ่ายโดยความเคยชิน 187,500 ในระยะเวลา 30 ปี กลับกลายเป็นทรัพย์สินเงินล้านได้อย่างสบายๆ

อย่างไรก็ดี ตัวอย่าง ข้างต้นมิได้นำเสนอขึ้น เพื่อให้ท่านใช้ชีวิตอย่างตระหนี่ถี่เหนียว แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ท่านเห็นโอกาสของตัวเองในการสร้างความมั่งคั่งขึ้นได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่พยายามทำความเข้าใจกับหลักการสำคัญในการสร้างความมั่งคั่ง นั่นคือ การบริหารการใช้จ่ายและการเก็บออมเท่านั้น

ถึงตรงนี้ หลายท่านคงพอมีหวังจะเป็นเศรษฐีเงินล้านเหมือนกับคนอื่นกันแล้วใช่มั๊ยครับ คราวหน้าเรามาดูกันดีกว่าว่า เราจะเริ่มต้นออมกันอย่างง่ายๆ ได้อย่างไร

แล้วพบกันครับ

"การใช้จ่ายของคุณในวันนี้ คือ ตัวกำหนดอนาคตทางการเงินของคุณในอีก 20-30 ปีข้างหน้า"


ที่มา:http://www.richdadthai.com/rdtboard/viewtopic.php?f=5&t=4330
โดย:คุณDavinci ผู้ก่อตั้งชมรม RichDadthai

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

บทที่2-แบบทดสอบอิสรภาพทางการเงินขั้นพื้นฐาน

ความเดิมจากตอนที่แล้ว ผมได้แนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ "อิสรภาพทางการเงินขั้นพื้นฐาน" 6 ประการ ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติง่ายๆ สำหรับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จทางการเงิน วันนี้ผมมีแบบทดสอบสำหรับประเมินตัวเอง มาให้คุณผู้อ่านลองทดสอบดูว่าตัวท่านเข้าใกล้อิสรภาพทางการเงินขั้นพื้นฐานแล้วหรือยัง

(ข้อใดที่ตอบว่า "ใช่" ให้ถือปฏิบัติต่อไป ข้อใดที่ตอบว่า "ไม่ใช่" ให้รีบดำเนินการแก้ไขโดยด่วน)

1. ออมขั้นต่ำ 10% ของรายรับ

1.1 ท่านมีบัญชีเงินออม แยกออกจากบัญชีรายจ่าย

1.2 ท่านหักเงินออมก่อนใช้จ่ายเสมอ

1.3 ในแต่ละเดือนท่านสามารถออมเงินได้ไม่น้อยกว่า 10% ของรายรับทั้งหมด

2. ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง

2.1 ท่านมีการวางแผน และจัดทำงบประมาณรายรับ-รายจ่าย ไว้ล่วงหน้าทุกเดือน

2.2 ท่านตัดสินใจซื้อของโดยพิจารณาเกณฑ์ด้าน "ความจำเป็น" มากกว่า "ความต้องการ"

2.3 ท่านมีนิสัย "มีเงินสดค่อยซื้อ"

2.4 ทุกครั้งที่ซื้อหาสิ่งใด ท่านจะมองผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการเงินของตัวเองในอนาคตเสมอ


3. สำรองเงินไว้ใช้จ่าย 6 เดือน

3.1 ท่านจดบันทึก และจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของตัวเองทุกเดือน

3.2 ท่านทราบรายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของตัวเองเป็นอย่างดี

3.3 ท่านแยกเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน ออกจากเงินออมเพื่อการลงทุนอย่างชัดเจน

3.4 เงินสำรองเผื่อฉุกเฉินของท่าน มากกว่าหรือเท่ากับ 6 เท่าของรายจ่ายรวมต่อเดือน

4. ประกันความเสี่ยงทุกประเภท

4.1 ท่านรู้ระดับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับตนเอง

4.2 ท่านทำประกันชีวิต สุขภาพ และอุบัติเหตุ ในวงเงินที่เหมาะสมกับความเสี่ยงของตัวเอง

4.3 ท่านมีประกันชีวิตซึ่งมีวงเงินคุ้มครองหนี้ในทรัพย์สินที่ท่านถือครองในปัจจุบัน (เช่น บ้าน หรือที่ดิน ฯลฯ)

4.4 ทรัพย์สินทุกประเภทของท่าน มีการทำประกันคุ้มครองไว้ทั้งหมด

5. เรียนรู้ตลอดชีวิต

5.1 ท่าน "ลงทุนเวลา" กับสิ่งที่ท่านสนใจเกินกว่า 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (อ่านหนังสือ อบรมสัมมนา พูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้รู้ ฯลฯ)

5.2 ท่านเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม หรือการอบรมสัมมนาในเรื่องที่ท่านสนใจอย่างน้อย 1 ครั้ง ในทุกๆ 3 เดือน

5.3 ท่านมีกลุ่มกิจกรรมที่ชอบ และสนใจในเรื่องเดียวกัน รวมทั้งมีกิจกรรมร่วมกันเป็นประจำ

5.4 ท่านกันเงินเป็นค่าใช้จ่ายหนังสือ และงานสัมมนาที่มีประโยชน์ต่อตัวเองอย่างน้อย 5% ของรายได้

6. บริจาคตามกำลัง

6.1 ท่านแบ่งปันแก่ผู้อื่นเสมอเมื่อม๊โอกาส (เงิน เวลา ความช่วยเหลือ คำปรึกษา ฯลฯ)

6.2 วันนี้ท่านได้แบ่งปันสิ่งดีดีกับคนรอบข้างแล้ว

หวังว่าแบบทดสอบนี้ คงทำให้ท่านได้เห็นตัวเอง และเจอโอกาสในการปรับปรุงเส้นทางสู่ความมั่งคั่งของท่าน ให้ชัดเจนได้มากขึ้น (โดยเฉพาะข้อที่ตอบว่า "ไม่ใช่")

จำไว้ว่า โอกาสแห่งความมั่งคั่ง ไม่ได้เปิดกว้างเฉพาะกับใครคนใดคนหนึ่ง แต่เปิดกว้างให้กับทุกคนที่เตรียมพร้อมจะรับมันเท่านั้น และ "อิสรภาพทางการเงินขั้นพื้นฐาน" นี้ก็ถือเป็นการเตรียมความพร้อมที่ดีเยี่ยม สำหรับผู้ที่ต้องการจะมั่งคั่งทุกคน

The Way to be RICH is very SIMPLE, but it's NOT EASY.

ที่มา:http://www.richdadthai.com/rdtboard/viewtopic.php?f=5&t=4313
โดย:คุณDavinci ผู้ก่อตั้งชมรม RichDadthai

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

บทที่1-อิสรภาพทางการเงินขั้นพื้นฐาน

ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ก่อตั้ง และเฝ้าดูแลชมรมแห่งนี้ ผมเห็นผู้คนผ่านเวียนกันเข้ามามากมาย พวกเขาเหล่านี้ตื่นเต้น และรู้สึกมีความหวังทุกครั้งที่ได้พูดคุย และร่วมเล่นเกมกระแสเงินสด รวมถึงกิจกรรมอื่นๆที่ทางชมรมจัดขึ้นเสมอมา

ส่ิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็น และสามารถสรุปความได้โดยไม่ถือเป็นการปรามาสผู้คนจนเกินไปก็คือ คนส่วนใหญ่ที่พบเจอกันนั้น ยังคงวิ่งวนอยู่ในปัญหาทางการเงิน ยังคงมีชีวิตที่เหนื่อย หลายคนเฝ้าเพียรหาแต่ "วิธีการ" โดยที่ "หลักคิด" หรือหลักยึดของพวกเขานั้นยังไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย

และนี่เอง คือ สิ่งที่ทำให้พวกเขายังคงทุกข์ใจกับชีวิตทางการเงินของตัวเอง

มีอยู่ครั้งหนึ่งหลังจากจบเกมกระแสเงินสด ผมได้นำเสนอแนวคิด "อิสรภาพทางการเงินขั้นพื้นฐาน" ไว้ให้กับเพื่อนๆ ในชมรม ด้วยแนวคิดง่ายๆว่า หากฝันมันยังอยู่ไกล ก็จงทำมั่นใจว่า อย่างน้อยตัวเองก็ยังเดินอยู่บนทิศทางที่ถูกต้อง

"ทิศทาง สำคัญกว่าความเร็ว" นี่คือคำพูดล่าสุดที่ผมฝากไว้กับเพื่อนๆ ใน Money Camp 12 ซึ่งผมเองก็เชื่อเช่นนั้นจริงๆ

จนวันนี้ วันที่วิกฤติเศรษฐกิจรุมเร้า ผมได้รับเมล์จากเพื่อนในชมรม 2-3 ท่าน เมล์มาขอบคุณที่ผมบอกเล่าเรื่องเกี่ยวกับ อิสรภาพทางการเงินขั้นพื้นฐานในวันนั้น เพราะในวันนี้ วันที่ทุกคนมีปัญหา เขากลับมีความสุขกาย สบายใจ และรู้สึกปลอดภัย แถมยังมีสติมากกว่าคนทั่วไปอีกด้วย

แม้จะเป็นคนเพียงสองสามคนจากคนนับพัน มันก็ทำให้ผมได้ชื่นใจ และเชื่อมั่นต่อไปว่า การเดินทางของผมและท่านชายโจ้ (รวมไปถึงคุณ theyong) ยังไม่มือเปล่าจนเกินไปนัก

เนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปี ในปลายเดือนนี้ ผมขอนำเอาแนวคิดดังกล่าว มาฝากกับทุกท่านอีกครั้ง โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แนวคิดนี้ จะช่วยให้ท่านมีความสุขในปัจจุบัน และในทุกก้าวย่างของอนาคตครับ

******************************************************

1. เก็บออมอย่างต่ำ 10% ของรายรับ: อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีว่า "ความมั่งคั่ง" เกิดจากการ "สะสม" ดังนั้น มันจึงไม่สำคัญว่า คุณหาเงินได้มากแค่ไหน แต่มันขึ้นอยู่กับว่า คุณเก็บเงินได้มากเพียงใดต่างหาก

เคยมีผลการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับอุปนิสัยในการออม เทียบกับสถานะทางการเงิน พบว่า บุคคลที่ออมได้ในระดับ 10% ของรายรับ จะเป็นผู้ที่มีสถานะทางการเงินอยู่ในระดับ "พอมีพอกิน" ไม่เดือดร้อน แต่ถ้าจะให้ถึงระดับมั่งคั่งแล้วละก็ จะต้องออมถึงระดับ 20% ของรายรับเลยทีเดียว

สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเริ่มต้นออม (หรือเอาแต่นั่งฝันว่าสักวันจะออม) การเริ่มต้นที่ระดับ 10% ก็ถือว่าเป็นระดับที่ดี แต่สำหรับคนที่มีปัญหาทางการเงิน การเริ่มต้นออม 3-5% ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ครับ

2. ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง: ใช้ชีวิตง่ายๆ ตามแนวพระราชดำรัส ด้วยการประคองความคิด และสติให้อยู่ในกรอบของ "ความมีเหตุผล" "รู้จักพอประมาณ" และ "มีภูมิคุ้มกัน" เพียงหลักการง่ายๆ แค่นี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ชีวิตของท่านอยู่รอดปลอดภัยจากปัญหา และวิกฤติการณ์ทั้งปวง หรือแม้เมื่อมีภัยมา การดำรงสติไว้อย่างมั่นคง บนหลัก 3 ประการดังกล่าว ก็ยังดีพอที่จะช่วยประคับประคองชีวิตของท่านให้ผ่านพ้นเรื่องเลวร้ายได้

3. สำรองเงินไว้ใช้จ่าย 6 เดือน: เป้าหมายแรกของการเก็บเงิน ไม่ใช่การเก็บออมเพื่อไว้ใช้ตอนแก่ หรือเก็บออมไว้ลงทุน แต่เป็นการเก็บออมเพื่อสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เปรียบเสมือนการสร้างฟูกหนาๆ ไว้รองรับตัวเองในวันที่ไม่คาดฝัน อาทิ ตกงาน ถูกเบี้ยวค่าแรง หรือเจ็บป่วยจนไม่สามารถทำงานได้ เป็นต้น

การมีเงินสำรองในระยะเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณมีเวลาคิดอ่าน และมีสมาธิในการแก้ไขปัญหา มากกว่าคนที่ไม่มีฟูกรองกันล้มอยู่เลย หลักการของการสำรองเงินก็คือ นำเงิน 10% มาสะสมให้ได้เท่ากับ 6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน เช่น หากคุณมีรายจ่ายต่อเดือนเท่ากับ 20,000 บาท คุณก็ควรที่มีเงินสำรองไว้เท่ากับ 120,000 บาท (20,000 x 6) เป็นต้น

4. ประกันความเสี่ยงทุกประเภท: คนเรามักมองโลกในแง่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของความเสี่ยง "คงไม่เกิดกับเราหรอก" "คนๆนั้นเขาโชคร้ายจริงๆ" เหล่านี้คือความคิดของคนที่ไม่พร้อมจะมีอิสรภาพทางการเงินเลยแม้แต่น้อย เริ่มต้นวันนี้ ด้วยการหันมามองชีวิต และสุขภาพของตัวเอง จากนั้นเผื่อแผ่ไปยังทรัพย์สินต่างๆ เลือกทำประกันความเสี่ยงที่เหมาะสม ไม่มากไป ไม่น้อยไป ควรแก่การณ์ เพื่อให้ยามค่ำคืน เป็นช่วงเวลาแห่งการนอนหลับและเป็นสุขสมบูรณ์ ปราศจากความวิตกกังวลใดๆ อย่างแท้จริง

5. เรียนรู้ตลอดชีวิต: ในโลกแห่งการเงิน "ยิ่งเรียนรู้มาก ยิ่งสร้างความมั่งคั่งได้มาก" หรือ High Understanding, High Returns ดังนั้น จงอยู่ลืม "ลงทุน" เวลาให้กับการเรียนรู้ โดยการอ่านหนังสือ เข้าร่วมอบรมสัมมนา พบปะพูดคุยกับผู้คน หรือเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มที่ท่านสนใจ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ และทักษะทางการเงินของคุณให้สูงขึ้น เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เครื่องมือทางการเงินที่ทรงคุณค่าที่สุด ไม่ใช่ หุ้น ตราสารทางเงิน อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ หรือธุรกิจใดๆ แต่มันคือ "ความฉลาดทางการเงิน" ที่สะสมอยู่ในตัวคุณ

6. บริจาคตามกำลัง: ความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ที่แท้จริง เกิดขึ้นในใจ คนที่มีมาก แต่ยังให้ หรือแบ่งปันให้ผู้อื่นไม่ได้ เขาเหล่านั้นเป็นเพียงคนลโมภ ไม่ใช่คนมั่งคั่ง ดังนั้น เพื่อยกระดับความมั่งคั่ง และจิตวิญญาณของคุณ อย่าลืมที่จะแบ่งปันสิ่งที่คุณมีให้กับคนรอบข้างอยู่เสมอ ตามกำลัง ไม่เบียดเบียนตัวเอง และอย่าคิดเอาเองว่าสิ่งที่มีอยู่นั้นน้อย เพราะบางสิ่งที่เล็กๆน้อยๆ ของเรานั้น อาจมีค่ายิ่งสำหรับคนที่รอคอยมันอยู่ก็ได้

********************************************************
ที่มา:http://www.richdadthai.com/rdtboard/viewtopic.php?f=5&t=4288
บทความโดย:คุณDavinci ผู้ก่อตั้งชมรม RichDadthai